วันอังคารที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่7

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่7
วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562
เวลาเรียน 08:30 - 11:30  น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)



สัปดาห์นี้อาจารย์ไม่สบายจึงไม่สามารถเข้าสอนได้แต่อาจารย์ได้สั่งงานไว้เกี่ยวกับ 
งานวิจัย ที่แบ่งกลุ่มกลุ่มละ5คนให้นักศึกษาทำพ้อยแล้วมานำเสนอ ให้อาจารย์ฟัง

วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่6

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่6
วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562
เวลาเรียน 08:30 - 11:30  น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)

วันนี้อาจารย์ให้นำเสนอบทความของแต่ละคนที่หามา โดยจะนำเสนอจากการโพสต์จากข้างล่างขึ้นบน

 บรรยากาศในห้อง
👇👇👇👇




 👆👆👆👆


บทความที่ดิฉันหามา เรื่อง 5 พฤติกรรมที่พ่อแม่ควรช่วยปรับ เพื่อให้ลูกโตไปอยู่รอดและเป็นคนดี

1.ถ้าลูกอดทนรอคอยไม่เป็น ลูกก้าวร้าว ลูกอาละวาด
พ่อแม่ควรจะตอบสนองลูกให้ช้าลง เพื่อฝึกการรอคอย  เช่น รอแม่แป๊บนึงนะลูก/ แม่กำลังมานะคะหรือฝึกให้ลูกรู้จักการรอคอยและการเข้าคิวให้เป็นนิสัย แล้วอธิบายเหตุผลง่ายๆ ให้เด็กเข้าใจว่าเขาจะต้องรอเพื่ออะไรถึงเมื่อไหร่
2.ถ้าลูกสมาธิไม่ดี ลูกสมาธิสั้น
คุณแม่ควรฝึกลูกตั้งแต่เด็กทารกเลย เช่น ระหว่างการให้นมลูก แม่ควรสบสายตากับเขาเพื่อเป็นการสร้างสมาธิ ฝึกโฟกัสสายตานอกจากนี้สร้างกิจกรรม เช่นให้เขาฝึกเขียน ฝึกงานศิลปะ งานฝีมือ จะทำให้เขามีสมาธิจดจ่อกับกิจกรรมนั้น
3.ถ้าลูกเป็นเด็กไม่เคารพกฎ 
กติกาจะทำให้เด็กมีพฤติกรรม กลายเป็นเด็กขี้ โกหก  เห็นแก่ตัว  มักง่าย  ซึ่งพ่อแม่ต้องฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมเขาใหม่ เช่น  สร้างกฏกติกาภายในบ้าน มีเวลาตื่นและเข้านอน ควรเป็นเวลาที่ทำสม่ำเสมอ หัดให้เขารู้จักพูด ขอบคุณและ ขอโทษให้ติดปากเป็นนิสัย
4.ถ้าลูกขาดความรับผิดชอบ
พ่อแม่ควรเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองทำอะไรใหม่ๆ อย่ากลัวเลอะเทอะ กลัวลำบากหรือเหนื่อย เพราะอาจจะสร้างพฤติกรมให้เด็กเป็นคนที่ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่าง แก้ปัญหาไม่เป็น ขี้เบื่อ  ขี้เกียจอแม่ต้องฝึกตั้งแต่เด็ก เช่น ฝึกระเบียบวินัยผ่านการช่วยเหลือตัวเอง  เช่น แปรงฟัน อาบน้ำ
5.ถ้าลูกขาดความเห็นอกเห็นใจคนอื่น ลูกไม่มีน้ำใจ
ะทำให้เขามีพฤติกรรมต่อต้านสังคม  กลายเป็นเด็กที่ไม่มีน้ำใจ เย็นชา  ไม่มีเพื่อน  อันดับแรกพ่อแม่จะต้องเป็นตัวอย่างที่ดีในการสอนลูกให้เห็นอกเห็นใจคนอื่น  สอนให้เขารู้จักความพอดีในการช่วยเหลือคนอื่นโดยไม่ทำให้ตัวเองลำบากหรือเดือดร้อน  เช่น ชวนลูกบริจาคของเล่นที่ไม่ใช้แล้ว เพื่อที่จะสอนเขาว่าของเล่นที่เขาไม่เอาแล้ว นั้นมีประโยชน์ต่อคนอื่นได้เช่นกัน

สรุปใจความสำคัญของเพื่อนที่ชอบ 4 บทความ

1. เรื่อง 10วิธีปรับพฤติกรรมเด็กดื้อ
สรุปเรื่องที่ได้ คำว่า Time out คือถ้าเด็กไม่อยู่นิ่งหรือเด็กดื้อคุณครูจะใช้วิธี Time out 
ให้เด็กได้ไปนั่งคนเดียวสักพักหลังจากนั้น ก้เข้าไปกอดเด็ก และถามว่าเป็นอย่างไร
พร้อมทั้งอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าทำไคุณครูถึงต้องทำแบบนี้

2. เรื่อง ค้นสาเหตุ-แก้ปัญหา ลูกไม่ยอมพูดเสียที
สรุปเรื่องที่ได้ คือ สาเหตุที่ลูกไม่ยอมพูดอาจเป็นเพราะเด็กหูคึงหรือเปล่า 
ทำไมถึงไม่ยอมพูดเสียที อีกอย่างหนึ่งก็คือ อาจจะเป็นทางพันธุกรรมที่ทำให้เด็ก
ไม่ยอมพูดหรือเด็กจะเป็นคนหูตึง 

3. เรื่อง ลักษณะพฤตืกรรม การเล่นของเด็กปฐมวัย
สรุปเรื่องที่ได้ เด็กแต่ละวัยจะมีการเล่นที่แตกต่างกันไปตามระดับพัฒนาการและประสบการณ์ 
ที่เด็กได้รับทั้งจากสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เด็กมีการพัฒนาการไปตามขั้นตอนอย่างต่อเนื่อง
ตามวุฒิภาวะและความพร้อมทั้ง ร่างกาย อารมณ์ สังคม จิตใจ และสติปัญญา

4.เรื่อง ปัญหาบุคลิกภาพของเด็กที่ควรแก้ไข
สรุปเรื่องที่ได้ ปัญหา การกัดเล็บ, การดูดนิ้ว, การแคะจมูก, การม้วนผม สาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดพฤติกรรมเหล่านี้
เกิดขึ้นมาจาก เด็กรู้สึกเบื่อ ผ่อนคลายความกังวล สือเนื่องมาจากทารก เรียกร้องความสนใจ เลียนแบบพ่อแม่ 
ปัจจัยทางพันธุกรรม

การประเมิน
ประเมินอาจารย์ : อารจารย์อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับบทความที่นักศึกษาหามาได้อย่างชัดเจนฟังง่ายเข้าใจ
ประเมินเพื่อน : บทความที่เพื่อนหามามีเนื้อหาสาระที่มีความรู้มากมาย

ประเมินตัวเอง : ได้ความจากการแก้พฤติกรรมเด็ก ปัญหา สาเหตุ ที่เกี่ยวกับพฤติกรรมเด็กได้ความรู้มากมาย


วันอังคารที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่5

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่5
วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562
เวลาเรียน 08:30 - 11:30  น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)

เรื่อง วิธีการศึกษาพฤติกรรม

1.การสังเกตแบบธรรมชาติ
1.เกณฑ์ระบบ มี 2 ประเภท
- การสังเกตแบบธรรมชาติ
- การสังเกตแบบมีโครงสร้าง
2.เกณฑ์บุคคลมี 2 ประเภท
1.การสังเกตโดยการเข้าเล่น มี 2 ลักษณะ
* การมีส่วนร่วมแบบสมบูรณ์
*การมีส่วนร่วมแบบไม่สมยูรณื
2.การสังเกตแบบไม่เข้าร่วม
3.การสังเกตแบบไม่เป็นทางการ
4.การสังกตแบบทางการ

2.การรายงานผลตนเอง (ค่อยเป็นค่อยไป)
3.การศึกษาแบบคลินิก
4.การศึกษามนุษยชน

เครื่องมือที่ใช้ในการสังเกต มี 6 ชนิด
1.การบันทึกแบบพฤติการณ์ (บันทึกตอนไหนก็ได้ที่เห็นพฤติกรรมนั้น) ดังนี้
- เป็นการสังเกตโดยตรง
- บันทึกทันทีหลังจากที่เด็กแสดงพฤติกรรม
- เขียนบันทึก เหตุการณร์เฉพาะสิ่งที่เห็น
2.การบันทึกต่อเนื่อง(จะให้ลายละเอียดมากกว่าการบันทึกพฤติการณ์ บันทึกพฤติกรรมมากกว่า 1 พฤกรรม)
3.การบันทึกแบบสุ่มเวลา(มีแบบฟอร์มกำหนดเวลาใดเวลาหนึ่ง และกำหนดพฤติกรรมที่ต้องบันทึก)
ข้อดี = ได้ข้อมูลจริง, เหมาะกับการศึกษาเด็กที่มีปัญหา ,เหมาะกับเด็กที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว
มี 2 ลักษณะ
1.แบบสุ่มเวลา กำหนดเวลาเป็นช่วง อย่างแน่นอน โดยสังเกตทีละคน
2.การบันทึกแบบสุ่มบันทึก 1-10 การติกขีดถูก
4.การบันทึกสุ่มเหตุการณ์ (บอกมาเลยว่าเราจะสังเกตอะไร บันทึกความถี่ ส่วนใหญ่จะบันทึกพฤติกรรมที่ไม่ดี)
5.แบบตรวจสอบรายการ 
เป็นการจดบันทึกพฤติกรรมหรือลำดับทักษะที่เด็กแสดงออกมาอย่างมีจุดหมาย ดังนี้
- ใช้ตรวจสอบรายการพฤติกรรมที่มีจำนวนหลายข้อหลายรายการ
- ใช้ตรวจรายการที่มีลักษณะเป็นลำดับขั้น
- ใช้ประเมินพัฒนาการ ความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคล
- ไม่ควรใช้แบบตรวจสอบรายการเป็นเครื่องมือใช้ประเมินพัฒนาการเด็ก
6.แบบประเมินค่า 
มีระดับแจกแจงมีความสัมพันธ์ต่อเนื่อง เช่น ดีมาก ดี ปานกลาง ปรับปรุง ให้คะแนน

เทคนิคการสังเกต 
ดังนี้
1.องค์ประกอบ มี 3 ด้านใหญ่
- การบรรยายเหตุการณ์และแสดงที่เกิดขึ้น
- ความรู้สึกและความคิดเห็นส่วนตน
- การตีควาาม
2.หลักการบันทึกผลการสังเกต
1.หลักการบันทึกผลการสังเกต มี 3 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่1 สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
ขั้นตอนที่2 ความคิดเห็นส่วนตน
ขั้นที่3 ตีความและแปลความ
หมายถึง การสรุปพฤติกรรมเรียนรู้ของเด็ก
2.ข้อควรคำนึงในการบันทึกพฆติกรรม ดังนี้
- การบันทึกการสังเกต
- การรายงานการบันทึกการสังเกต
- ควรแยกการตีความและแปลลความหมาย

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่4

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่4
วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม 2562
เวลาเรียน 08:30 - 11:30  น.
ว่าที่ ร.ต.กฤธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด
(อ.บาส)
สมรรถนะทั้ง 7 ด้านสำหรับเด็กปฐมวัย
ความสำคัญ
👉ทำให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยมีเป้าหมายร่วมกันและ
ประสานประโยชน์เพื่อเด็กได้ดียิ่งขึ้น
👉ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองผู้ดูแลเด็กและครูปฐมวัยมีความรู้ความเข้าใจเด็กปฐมวัยมากขึ้น 
👉สร้างความตระหนักในความสำคัญของการพัฒนาเด็กในช่วงปฐมวัยมากขึ้น 
👉ชี้แนะแนวทางในการพัฒนาเด็กเป็นเสมือน คู่มือช่วยแนะแนว 
👉ส่งเสริมวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัยให้ได้คุณภาพดียิ่งขึ้น
ความหมาย
คือพฤติกรรมบ่งชี้ของแต่ละวัย (ช่วงอายุ)ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง
การเคลื่อนไหวและการทรงตัว
3 ปี วิ่งและหยุดเองได้
4 ปี เดินต่อเท้าไปข้างหน้าโดยกางแขน
5 ปี เดินต่อเท้าไปข้างหลังโดยไม่กางแขน
การมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเด็ก
3 ปี พูดคุยและเล่นกับเพื่อนเด็กด้วยกัน
4 ปี ช่วยเหลือเพื่อน
5 ปี ชวนเพื่อนมาเล่นด้วยกันโดยกำหนดสถานที่
ความทรงจำ
3 ปี ท่องคำคล้องจองสั้น ๆ ได้
4 ปี บอกชื่อวันในหนึ่งสัปดาห์
5 ปี บอกหมายเลขโทรศัพท์ที่บ้านได้
การคิดอย่างมีวิจารณญาณ
3 ปี แก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้ โดยการลองผิดลองถูก เช่น สวมรองเท้า ติดกระดุม
4 ปี แก้ปัญหาโดยใช้อุปกรณ์ช่วย เช่น ใช้ไม้เขี่ยสิ่งของที่เอื้อมไม่ถึง
5 ปี แก้ปัญหาได้หลายวิธี และรู้จักเลือกวิธีที่เหมาะ

สมสมรรถนะทั้ง 7 ด้าน มีอะไรบ้าง
ด้านที่ 1 การเคลื่อนไหวและสุขภาพทางกาย
ด้านที่ 2 พัฒนาการด้านสังคม
ด้าานที่ 3 พัฒนาการทางอารมณ์
ด้านที่ 4 พัฒนาการด้านการคิดและสติปัญญา
ด้านที่ 5 พัฒนาการด้านภาษา
ด้านที่ 6 พัฒนาการด้านคุณธรรมจริยธรรม
ด้านที่ 7 พัฒนาการด้านสร้างสรรค์
สรุปแผนผังความคิดจากเนื้อหาสาระนี้